hybrid breast
ขัดแล้วผิวหน้าผ่องขึ้นล่ะค่ะ
THE WAY SHE SMOOTHES - Soap & Glory
beWild POP Multi Liptint
 Eucer8n Dermi Capillaire สูตร Anti-Dandruff

Talk About Women


 

 แพทย์ชี้สาวไทยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหารูปร่าง ไขมันสะสม เตือนคิดก่อนกินลดปัญหา “ไขมันดื้อด้าน” หุ่นพัง เสี่ยงโรคร้าย

ปัญหาเรื่องรูปร่าง ความอ้วน และปัญหาไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หน้าท้อง
ต้นแขน ต้นขา หรือบริเวณเอว ล้วนเป็นปัญหาที่คุณสาวๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนล้วนต้องการมีรูปร่างที่ดี ได้สัดส่วนสวยงาม มีความกระชับและปราศจากไขมัน แต่ด้วยไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะพฤติกรรม”การกิน” ซึ่งสาวไทยและสาวเอเชียได้อิทธิพลและวัฒนธรรม “การกิน” จากชาติตะวันตกมากขึ้น ทำให้ในปัจจุบันสาวไทยจำนวนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาเรื่องรูปร่างและไขมันส่วนเกินสะสมตามส่วนต่างๆ และในบางรายยังตามมาซึ่ง“โรคอ้วน” ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยโรคร้ายต่างๆ อาทิ เบาหวาน ความดัน ไขมันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบตัน

พ.ญ. นงลักษณ์ เตชะจงเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Specialty : Anti-Aging & Aesthetic Specialist กล่าวว่า ปัจจุบันผู้หญิงไทยมีปัญหาเรื่องรูปร่างและปัญหาไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นจำนวนมาก โดยจากสถิติพบว่า หญิงไทยมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาเรื่องความไม่พึงพอใจกับสัดส่วนของตัวเอง ที่มักมีปัญหาไขมันส่วนเกินสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยที่พบมากที่สุดคือ 1.บริเวณหน้าท้อง 2.ต้นขา และ 3. ต้นแขน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีปัญหาไขมันสะสมที่หน้าท้อง โดยเฉลี่ยสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของเคสที่เข้ามาปรึกษาเรื่องรูปร่างทั้งหมด ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงมีปัญหาเรื่องรูปร่างและปัญหาไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าผู้ชาย หลักๆ มาจาก 1.ฮอร์โมนเพศหญิง 2.พันธุกรรม 3.พฤติกรรมการกิน 4.ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ทานเยอะ ทานดึก แต่ไม่ได้ออกกำลังกาย

พ.ญ. นงลักษณ์ เตชะจงเจริญ กล่าวต่อว่า คนที่มีปัญหาเรื่องรูปร่างและไขมันสะสม ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ “การกิน” เพราะอาหารทุกอย่างที่เรารับประทานเข้าไป จะส่งผลต่อร่างกาย ดังคำกล่าว “YOU ARE WHAT YOU EAT” คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นแบบนั้น ซึ่งในอดีตอาหารไทยจะเป็น อาหารจำพวกผักน้ำพริก ปลา แกง ทานกับข้าว แต่ในปัจจุบันประเทศไทยได้รับวัฒนธรรมการทานอาหารมาจากประเทศตะวันตกมากขึ้น ซึ่งอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน ทั้งฟาสต์ฟู้ด เค้ก ไอศกรีม รวมไปถึงพฤติกรรมการทานเครื่องดื่มซึ่งเปลี่ยนไป นิยมการทานเครื่องดิ่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ชาเขียว กาแฟ ชานมไข่มุก น้ำอัดลม จริงอยู่ที่ว่าไขมันมีประโยชน์ หากได้รับในปริมาณที่พอดี แต่ถ้ามากเกินไปก็เป็นจะโทษ เกิดปัญหาสุขภาพตามมาในหลายๆด้าน และหากเป็นอาหารที่ให้พลังงานและมีไขมันสูง จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารไม่สามารถย่อยและนำไปใช้ได้ทั้งหมด ทำให้สารอาหารต่างๆ อาทิ คาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล มีการเปลี่ยนรูปไปเป็นไขมัน ไปสะสมตามอวัยวะภายในต่างๆในร่างกาย เกิดโรคต่างๆตามมา เช่น เกิดไขมันพอกตับทำให้เกิดตับอักเสบและเป็นตับแข็ง หรือเกิดภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หลอดเลือดสมองตีบจนเป็นอัมพาต เป็นต้น

พ.ญ. นงลักษณ์ เตชะจงเจริญ เปิดเผยข้อมูลต่อว่า ในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเลือกรับประทานอาหารคลีน และออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆกันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคอ้วน และลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคที่จะเกิดตามมาได้ แต่ในบางรายไม่ว่าจะออกกำลังกาย หรือควบคุมอาหารอย่างหนัก สุดท้ายก็ยังไม่สามารถกำจัดไขมันส่วนเกิดออกจากร่างกายในจุดที่ต้องการได้อยู่ดี ซึ่งภาวะเช่นนี้ เรียกว่า “ไขมันดื้อด้าน” หรือชื่อเรียกทางการว่า “Stubborn Fat” โดยไขมันดื้อด้าน อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายในส่วนที่กำจัดได้ยาก โดยสามารถพบได้ในบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน หรือเอว ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายอย่างหนัก ควบคุมอาหารเต็มที่ก็ยังไม่สามารถกำจัด “ไขมัน” เหล่านี้ได้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากผิวเซลล์ไขมันชนิดนี้จะมีตัวรับสัญญาณชนิดที่จับกับ “ฮอร์โมน Catecholamine” ซึ่งหลั่งมาจากต่อมหมวกไตเวลาที่เราออกกำลังกาย แล้วจะยับยั้งการเผาผลาญไขมันมากกว่าชนิดที่สลายไขมันนั่นเอง ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดไขมันส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ในปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์เจริญขึ้นมาก จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยเหลือสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา “ไขมันดื้อด้าน” ล่าสุดนายแพทย์ Lawarence Bass,M.D., หัวหน้าทีมศัลยแพทย์พลาสติก ชาวอเมริกัน ได้คิดค้นนวัตกรรมทางด้านลำแสงนวัตกรรมแรก ที่สามารถเข้าไปทำลายเซลล์ไขมันต้นกำเนิดโดยใช้พลังงานลำแสงที่มีความยาวคลื่นช่วง 1060nm โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 42-47 องศาเซลเซียล บริเวณที่มีเซลล์ไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันช็อก และค่อยๆ ตายไปโดยไม่ทำลายอวัยวะข้างเคียง ซึ่งเซลล์ไขมันที่ถูกทำลาย จะถูกขับออกจากร่างกายตามช่องทางการขับของเสียต่างๆ โดยแต่ละครั้งที่ทำการสลายไขมัน จะสามารถกำจัดเซลล์ไขมันได้สูงสุดถึง 24% รวมถึงช่วยในเรื่องของการรักษาผิวหนังที่มีปัญหาในเรื่องของความหย่อนคล้อย ไม่เรียบ หรือมีริ้วรอยแตกลายด้วย ไม่มีผลข้างเคียงในเรื่องของอาการช้ำ และใช้เวลาแค่ 25 นาทีเท่านั้น

พ.ญ. นงลักษณ์ เตชะจงเจริญ กล่าวปิดท้ายว่า แม้ว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้าไปไกล จนสามารถคิดค้นนวัตกรรมมาช่วยสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องรูปร่างเฉพาะส่วน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกอย่างควรแก้ไขที่จุดเริ่มต้น “เราควรดูแลร่างกายให้ดี เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์” ดังนั้นจึงอยากฝากถึงทุกคนว่า ก่อนที่เราจะรับประทานอะไรควร “คิดก่อนกิน” ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายก็จะได้รับแต่สิ่งทีดี สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องรูปร่าง แม้จะพยายามทุกวิถีทาง เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินในร่างกาย แต่ไม่ได้ผล หากคุณต้องการใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วย ควรศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียด และที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เลือกเครื่องมือที่ได้รับการรับรองว่าเชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น


  |  Post by : pattirat

คุณยังไม่ได้ทำการ Login ไม่สามารถโพสกระทู้ได้ค่ะ
กรุณา Login ให้เรียบร้อย

 

Comment


Advertisement

สมัครเพื่อรับข่าวสารจากเรา

* indicates required